RSS

แจ้งข่าว …. ศรรวสา

สำหรับผู้ที่สนใจ  บทความของ ศรรวสา   สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/sunwasa

 

มาอ่านดวงกันเถอะ โดย … อ. เหลือง

 

               ขอเกริ่นนำแบบดูสบายๆไม่ซีเรียสแบบนี้ดีกว่า ผมมีความคิดอันหนึ่งซึ่งอยู่ในใจของผมตลอดมา นั่นก็คือว่า ผมอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการอ่านดวงเท่าที่ผมรู้เท่าที่ผมเข้าใจ เพื่อให้ทุกคนทุกท่านที่สนใจในการอ่านดวงได้รู้ได้เข้าใจไปด้วย ผมคงไม่กล้าบอกว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดไร้ผู้เทียมทานแต่อย่างใด เพียงแต่คิดว่าสิ่งเล็กน้อยทางด้านวิชาที่ผมมีอยู่และมีความตั้งใจที่จะมอบให้แก่ท่านผู้อ่านนั้น คงจะยังประโยชน์หรือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการอ่านดวงแก่ท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย

                มาอ่านดวงกันเถอะ เชื่อผม ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจของพวกท่านหรอก ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจกับมันได้ เพียงแต่บางท่านไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนเท่านั้น ผมก็เคยเป็นตอนที่ศึกษาใหม่ๆ พอจับดวงขึ้นมาดู อันดับแรกก็คือ งงก่อน จากนั้นก็มึน จบที่วางดวง แล้วเดินไปทำอย่างอื่นดีกว่า   เริ่มต้นดีกว่าครับจะได้ไม่เสียเวลา เอาเป็นว่าทุกคนคงจะเรียนรู้หลักพื้นฐานกันมาแล้วคือราศี ธาตุ ความหมายดาวและความหมายคู่ดาว เกณฑ์ต่างๆ มุมสัมพันธ์แบบเรือนชะตาและแบบมุมดาว ถ้ายังไม่รู้ก็เปิดตำราโหราศาสตร์ทั่วไปที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดมาอ่านดูได้ จากนั้นเรามาเริ่มบรรเลงกันเลย ดวงตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นดวงชาย เกิดวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ เวลา ๐๓.๐๐ น. ได้รูปดวงชะตาดังนี้

อ่านดวงกันเถอะ

                เมื่อผูกดวงชะตาขึ้นมาดวงหนึ่ง สิ่งแรกสุดที่จะบอกเรื่องวาสนาได้ก็คือองค์เกณฑ์ ในเรื่องขององค์เกณฑ์นี้ก็มีกฎข้อบังคับของมันเองอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือ ลัคนาในราศีนระ หรือที่เรียกว่า นระเอกเกณฑ์ นั้นต้องมีดาวพฤหัสบดี หรือ ดาวอาทิตย์ หรือ ดาวพระเสาร์ ดวงใดดวงหนึ่งกุมลัคนา จึงจะได้องค์เกณฑ์   ชะตานี้ลัคนาสถิตอยู่ราศีกันย์ เป็นเกณฑ์นระ แต่ไม่มีดาวดังกล่าวที่ว่าไว้กุมลัคนา จึงเป็นดวงชะตาที่ไม่ได้องค์เกณฑ์ ดังนั้นเรื่องวาสนาอันดับแรกจึงตกไป   เมื่อไม่มีองค์เกณฑ์ เราก็มาดูดาวเด่นในดวงว่ามีหรือไม่   ชะตานี้มีดาวอาทิตย์กับดาวพระเสาร์อยู่ในราศีตุลย์ภพกดุมภะ ดาวคู่นี้เด่นมากในดวงนี้ แสดงถึงความตั้งหวังและตั้งใจในการที่จะหาเงินทองทรัพย์สินที่อยู่อาศัยให้กับตนเอง รู้จักเข้าหาผู้คน มีความอดทนอดกลั้นเพื่อความสำเร็จที่ตนเองประสงค์ แต่มักจะมีความระแวดระวังสูง   และดาวคู่นี้แหละที่จะส่งให้ชีวิตของเจ้าชะตาประสบความสำเร็จดีในระดับหนึ่งทีเดียว

                ดาวอีกคู่หนึ่งที่ควรจับตามองก็คือ ดาวพฤหัสบดีกับดาวศุกร์ ในราศีธนูภพพันธุ เจ้าชะตามีแม่ที่มีระเบียบ แต่ก็มีหัวสมัยใหม่ด้วย จะคอยดูแลสั่งสอนให้ความห่วงใย รวมทั้งให้ความคิดเห็นที่ดีที่ทันสมัยแก่เจ้าชะตาด้วย นับว่าเจ้าชะตาโชคดีที่ได้แม่ที่คอยเข้าอกเข้าใจ และคอยเชื่อเหลือเกื้อกูลมิได้ขาดไม่ว่ายามเด็กหรือยามเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

                ดาวอีกคู่ที่สำคัญก็คือดาวพุธกับดาวราหู ดาวพุธสถิตราศีพิจิกธาตุน้ำ ทำมุมเล็งดาวราหูในราศีพฤษภ   ดาวพุธเป็นดาวตนุลัคน์ของชะตานี้ ดาวพุธสถิตอยู่ธาตุน้ำราศีพิจิก ทำให้เป็นคนที่รู้จักพูดจา เจรจาหลักแหลม รู้จักที่จะพูดให้เป็นที่ถูกใจคน รู้จักแก้ไขปัญหาด้ายความแยบยล   ดาวพุธสถิตภพสหัชชะ ทำให้ตัวเจ้าชะตาเก่งการสังคม รู้จักคนมาก คบหาเพื่อนฝูงมากมาย ยิ่งเป็นคนช่างพูดช่างเจรจาด้วยแล้ว ทำให้เป็นที่รักของเพื่อนฝูง   ดาวพุธทำมุมเล็งกับราหูในราศีพฤษภ ดาวคู่นี้ให้ความหมายถึงการเจริอเติบโตก้าวหน้าของเจ้าชะตา ราหูจะช่วยปรับให้เจ้าชะตารู้จักเจรจาให้เป็นที่รักที่ถูกใจแก่บุคคลอื่น สร้างความก้าวหน้าให้แก่เจ้าชะตาในอนาคต   ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากชุดดาวที่กล่าวมาแล้วนี้ทั้งหมดจะเป็นตัวช่วยให้กับชะตานี้ไปได้ดีในระดับที่น่าพอใจทีเดียว ถึงไม่ใช่ดวงที่เลอเลิศนัก แต่ก็สามารถดูแลเอาตัวรอดได้ในสังคมยุคปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน

                ทีนี้เรามาอ่านกันในระบบเรือนชะตาสัมพันธ์กันดูบ้าง เริ่มกันที่ภพตนุ อ่านได้ว่า ตนุ ๔ – สหัชชะ ๓ – ปุตตะ ๗   เรามาเริ่มต้นที่ดาวตนุ ๔ กันก่อน ดาวพุธ ๔ เป็นเรื่องของความคิด การเรียนรู้ การพูดการเจรจา การติดต่อ เป็นดาวธาตุน้ำไปอยู่ราศีพิจิกธาตุน้ำ ทำให้ดาวพุธตัวนี้เต็มไปด้วยความแช่มชื่นแห่งสายน้ำ เมื่ออยู่ในเรือนเกษตรของดาวอังคาร ทำให้เป็นคนพูดจาตรงเป้าหมาย พูดจาดี รู้จักใช้คำพูดคำจาที่หวานหู   ในภพสหัชชะในการติดต่อเจรจาหรือการเข้าสังคม   ซึ่งในการอ่านสองจังหวะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าดีไหมที่ทำแบบนั้น เราก็ต้องมาดูจังหวะสามกัน จังหวะสามนั้นดาว ๓ เจ้าเรือนสหัชชะไปเป็นอุจในราศีมังกรเรือนเสาร์ ภพปุตตะ บอกไว้ว่า อย่างน้อยเจ้าชะตามีความอดทนสูง รู้จักระงับอารมณ์ แบบว่าตัวเองจะรู้สึกอดรนทนไม่ไหวแค่ไหนก็ตาม แต่ก็พยายามอดทนสุดชีวิต เพราะดาวอังคารไปอยู่ราศีธาตุดิน ทำให้นิ่งอยู่ได้ถึงจะอารมณ์เสียฉุนเฉียวแค่ไหนก็ตาม ในเรือนเสาร์ก็เป็นความอดทนอดกลั้น เพื่อประโยชน์แห่งตน เป็นเรือนปุตตะหมายความว่าเจ้าชะตาเป็นอย่างนี้เรื่อยมาตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วนั่นเอง

                เรามาอ่านเรือนกดุมภะกันบ้าง อ่านได้ว่า กดุมภะ ๖ – พันธุ ๕ เกษตร แสดงถึง สภาวะการเงินนั้นเป็นการรู้จักหาเงินทอง มีความมุ่งมั่นมีความกระตือรือร้นและพออกพอใจที่หาเงินได้ (ดาวศุกร์มาอยู่ธาตุไฟ) ในเรือนพฤหัสบดีทำให้รู้จักเก็บเงินเก็บทองที่หาได้เพื่อความเป็นปึกแผ่นเป็นหลักเป็นฐานต่อไปในอนาคต แล้วจะเก็บได้ไหม ดาวพฤหัสบดีเป็นเกษตรในภพพันธุบอกไว้ว่าหากรู้จักเก็บหอมรอมริบอย่างเป็นระบบแล้วเจ้าชะตาทำได้อย่างแน่นอน

                มาอ่านปัตนิกันบ้าง ปัตนิ ๕ พันธุ ๕ เกษตร แสดงถึงว่า ชะตานี้จะได้คู่ครองดี คู่ครองเป็นดาวพฤหัสบดี จะเป็นคนที่มีระเบียน และเชื่อมั่นในตัวเองสูง (พฤหัสบดีเป็นเกษตรในราศีธนู) ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวธาตุดินไปอยู่ธาตุไฟในราคีธนู ทำให้คู่ครองเป็นคนเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูง ทำการสิ่งใดมีหลักมีเกณฑ์ กล้าคิดกล้าตัดสินใจ   เรือนพฤหัสบดีเรือนนี้เป็นเรือนพันธุ คู่ครองจะมาช่วยสร้างหลักฐานความมั่นคงให้กับครอบครัวด้วย   อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ เนื่องจากดาวพฤหัสบดีเป็นเกษตรภพพันธุ ทำให้เรื่องคู่ครองของเจ้าชะตานั้นขึ้นอยู่แม่ด้วย ถ้าให้แม่เป็นคนจัดการหาให้จะยิ่งดีสำหรับชะตานี้เลยทีเดียว

                เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ มาอ่านดวงกันเถอะนี้ ผมเขียนออกมาเป็นสองระบบด้วยกันนะครับ คือ เขียนแบบมุมดาว และ แบบมุมเรือน (มุมเรือนจะเป็นแบบการอ่านสามจังหวะ) พอที่จะให้ความรู้แก่ท่านผู้อ่านไหมครับ ถ้าให้ได้ผมก็ยินดีและขอมอบให้ท่านผู้อ่านด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งครับ แล้วจะเขียนออกมาเรื่อยๆ ให้ท่านผู้สนใจได้ติดตามกันอีก สำหรับวันนี้ขอลาแล้วครับ สวัสดี

                                                 โหราศาตร์ไทยระบบเรือนชะตาสัมพันธ์๔

 1558739_10152227833460962_520720475_n

 

 

ดาวเกษตร โดย … ศรรวสา

 

ดาวเกษตร  เป็นหนึ่งในตำแหน่งดาวมาตรฐานของหลักวิชาโหราศาสตร์ไทย  ซึ่งมีคำแปลสั้นเพื่อเป็นหลักของวิชาว่า  มั่นคง  สมบูรณ์  ถาวร  ฯลฯ  ความหมายเหล่านี้จะคล้ายกับคำสุภาษิตที่จะต้องนำมาตีความร่วมกันกับความหมายของเรือนชะตาเพื่อนำมาเป็นคำพยากรณ์ 

                ดาวเกษตรนั้นมาจากไหน?

                เมื่อดวงดาวได้ส่งพลังงานของตัวเองไปยังราศีต่างๆ  และส่งต่อมายังโลก  หลังจากที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกแล้วได้มีการกลั่นกรองเกิดเป็นธาตุต่างๆ  ที่เหมือนกับธาตุบนโลกคือ  ไฟ  ดิน  ลม  น้ำ

                ดาวอังคาร ๓  ได้มีผสมผสานพลังงานธาตุลมของตัวเองกับพลังงานของธาตุไฟบนชั้นบรรยากาศโลก  กลายเป็นเป็นไฟที่ร้อนแรงที่ราศีเมษ  และได้ผสมผสานกับธาตุน้ำจนกลายเป็นน้ำที่ใสสะอาดอยุ่ที่ราศีพิจิก   ส่วนดาวอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน  

                เมื่อได้พลังงานของดาวมาประจำไว้ที่ราศีต่างๆ แล้ว  จึงได้สร้างเป็นหลักวิชา  โดยการนำดาวที่เป็นเจ้าของธาตุต่างๆ ตามราศีนั้นมาใส่ไว้  เฉกเช่นเดียวกับที่เมื่อมีบ้านเกิดขึ้น  ก็จะต้องมีเจ้าของบ้าน  มีชื่อเจ้าบ้านใส่ไว้ในทะเบียนบ้าน

                ในตอนที่ผู้เขียนสอนเรื่องนี้   นักเรียนในห้องเกิดข้อสงสัยว่า …  จากธาตุลมของดาวอังคาร ๓   นั้นจะมีการแปรเปลี่ยนเป็นธาตุไฟและธาตุน้ำได้อย่างไรกัน?

                ผู้เขียนจึงได้เขียนสูตรเคมีขึ้นสูตรหนึ่งคือ H2O  เป็นสูตรเคมีง่ายๆ เพื่อตอบคำถามนี้    ทำให้นักเรียนคลายความสงสัยลงไปได้ในทันที        การที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ไม่ใช่แค่ว่าทำหน้าที่บอกหรือสอนเท่านั้น       เมื่อนักเรียนเกิดข้อสงสัย  ผู้เขียนจะต้องคัดสรรคำอธิบายที่สั้นและง่ายที่สุด     เพื่อที่จะทำให้นักเรียนนั้นเกิดความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว      เพื่อที่จะศึกษาวิชาได้อย่างต่อเนื่อง   เพราะหากยังคงค้างคาในข้อสงสัยอยู่ก็จะไม่สามารถต่อยอดวิชาได้อย่ารวดเร็ว   ซึ่งผู้ที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะพบกับปัญหานี้อยู่เสมอ  โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาด้วยตัวเองจากตำราต่างๆ  จะเกิดการติดค้างข้อสงสัยกันมาก  เป็นสาเหตุให้ไม่สามารถพัฒนาวิชาให้ก้าวหน้าได้   บางคนต้องทนเก็บความสงสัยไว้หลายสิบปี  บางคนก็ต้องทนเก็บไว้จนตายเพราะหาทางคลายความสงสัยให้กับตัวเองไม่ได้

                H2O   คือน้ำ  ที่เกิดการผสมผสานระหว่างก๊าซไฮโดเจนกับก๊าซออกซิเจน     หากเรามองว่าลมเป็นเพียงแค่ลม  เราจะมองไม่เห็นเลยว่า  ธาตุลมนั้นจะแปรเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนสภาพไปเป็นธาตุอย่างอื่นได้อย่างไร    แต่ถ้าหากเรามองว่าลมก็คือก๊าซชนิดหนึ่งที่มีอยู่บนโลก    เราก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น   หรืออาจจะเป็นเพราะว่าลมนั้นไม่มีตัวตน  จับต้องไม่ได้  เราเลยไม่ได้ให้ความใส่ใจในสิ่งนั้น

                ดาวเกษตรคืออะไร?   คือ  ดาวประจำของราศีนั้น  ได้ส่งพลังงานของตัวเองมาไว้ที่ราศี  ณ  เวลานั้น

                ดวงดาวต่างๆ  มีการโคจรผ่านไปยังราศีต่างๆ  ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป  บ้างก็เป็นวัน  บ้างก็เป็นปี  เมื่อดาวที่เป็นเจ้าของราศีโคจรมายังราศีที่เป็นของตัวเอง  เราจะเรียกว่า  “ดาวเป็นเกษตร”     เช่น  ในช่วงประมาณวันที่ 15  เดือนสิงหาคม  ถึงวันที่  15  เดือนกันยายน       ดาวอาทิตย์ ๑    จะโคจรอยู่ที่ราศีสิงห์ซึ่งเป็นราศีของตัวเอง    ณ  ช่วงเวลานั้นดาวอาทิตย์๑  จะเป็นดาวเกษตร  จะมีความสมบูรณ์ในพลังงานของตัวเองอย่างเต็มที่    สามารถแผ่รัศมีได้อย่างรุ่งโรจน์

                ความหมายของดาวเกษตรคือ  สมบูรณ์  มั่นคง  ถาวร ฯลฯ   ณ  เวลาที่ดาวอาทิตย์ ๑  โคจรอยู่ที่ราศีสิงห์  จะทำให้ดาวอาทิตย์ ๑   มีความสมบูรณ์ในพลังงานธาตุไฟของตัวเอง   จะเกิดความร้อนรน    เกิดความกระตือรือล้นขึ้นไปตาม  พลังงานของธาตุ    ส่วนความหมายของดาวอาทิตย์คือ เกียรติยศชื่อเสียง  ความโด่งดัง   ส่งผลให้เกิดความทะเยอทะยาน เกิดความร้อนรุ่มด้วยอยากเด่นอยากดัง  อยากยิ่งใหญ่กลายเป็นคนสำคัญ   จะนำพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในปัจจุบัน 

                นี่คือความหมายทั้งหมดของดาวอาทิตย์ ๑ ในช่วงเวลาที่เป็นดาวเกษตร

                มีนักเรียนได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง”ทองเนื้อเก้า” แล้วนำกลับมาถามว่า …  ตัวเอกของเรื่องคือ  ลำยอง   นั้นเป็นดาวอะไร   เป็นดาวราหู ๘  ใช่หรือไม่  เพราะติดเหล้า  ติดการพนัน   ตรงนี้คือ  “การมองคนให้เป็นดาว”     เพราะบางที่เวลาอธิบายคุณลักษณะของดาวต่างๆ นั้น  นักเรียนไม่สามารถที่จะเกิดความเข้าใจได้ทั้งหมด   จึงต้องใช้การสังเกตอากัปกริยาจากบุคคลรอบด้านหรือจากหนังและละครที่เราดู  เพื่อเปรียบเทียบเป็นดาวต่างๆ  แต่จากคำถามของนักเรียนนั้นเป็นการดูที่ปลายเหตุ   แต่ในหลักของวิชาแล้วนั้นเราต้องดูที่รากฐานเพราะจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา

                ลำยองเป็นดาวอาทิตย์ ๑  เกษตร …  เขามีความทะเยอทะยาน    ที่จะนำพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในปัจจุบันโดยอาศัยความสวยเป็นสะพาน      เขาสร้างความโดดเด่นด้วยการออกไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้คนอื่นๆ  ได้ชื่นชมความสวย แน่นอนว่าด้วยศักยภาพของดาวอาทิตย์ ๑  ย่อมเจิดจรัสกว่าดาวทั่วไปเพราะมีแสงในตัวเอง  จึงทำให้เธอได้รับความสนใจ เธอมีทั้งความหยิ่งทรนงและมีทิฐิในตัวเองสูง    เพียงแต่ว่านำไปใช้ไม่ถูกทาง  เหตุเพราะว่าเธอไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอจึงทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด  เพราะดาวอาทิตย์ ๑  ไม่ใช่ดาวพฤหัส ๕   จึงขาดคุณสมบัติในเรื่องสติปัญญาความรู้

                ความทะเยอทะยานที่จะนำพาตัวเองไปสู่ที่สูงนั้นเป็นเรื่องที่ดี   แต่ควรมีวิถีทางที่ถูกต้องด้วย   และด้วยเหตุนี้เองหลักของวิชาโหรฯ    จึงให้ดาวอาทิตย์๑  นั้นเป็นคู่มิตรกับดาวพฤหัส ๕   เพราะความทะเยอยานนั้นประกอบกับความรู้ที่ถูกต้องแล้ว  ก็จะทำให้เจริญรุ่งเรืองไปในทางที่ดี   แต่หากประกอบกับความรู้ที่ไม่ถูกต้องก็จะเจริญไปในทางที่เสียหายได้  ตัวอย่างลำยอง  ซึ่งเป็นตัวเอกของละครนั้นจึงเป็นตัวอย่างที่เจริญไปในทางที่เสียหาย  กลายเป็นการทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นหนักข้อขึ้นทุกวัน   ความทะเยอทะยานนั้นเป็นสิ่งดีแต่ก็ควรใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา

                ดาวอาทิตย์ ๑  เป็นดาวธาตุไฟ  ทำให้เกิดความโดดเด่นได้   แต่ไม่ใช่เรื่องความสุข    เป็นผลทำให้ตัวเองและผู้ที่แวดล้อมดาวอาทิตย์ ๑  นั้น   เกิดความรุ่มร้อนไม่สงบสุข  ส่วนผู้ที่เป็นดาวอาทิตย์ ๑ เองนั้นก็จะร้อนรนจึงถึงขั้นทุรนทุรายอยากมีอยากได้อยู่ตลอด   ทำให้ชีวิตของเขานั้นหาความสุขใจที่แท้จริงได้ยาก  

magic_2014__ignite_your_spark_by_cryptcrawler-d5z5nw6

 

นิทานไทยใช้ทายดวงได้ โดย … ศรรวสา

         3369-150053

            แทบจะทุกประเทศในโลกนี้  ล้วนแล้วแต่มีความผูกพันอยู่กับนิทาน  นิยาย  ที่มีการเล่าสืบต่อกันมา  บ้างก็มาจากเรื่องจริง  บ้างก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี  เพราะความมีเสน่ห์ในเรื่องต่างๆ  เหล่านั้นได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ยินได้ฟัง   จนสามารถจำและนำมาเล่าสืบต่อกันมา 

            นิทานของไทยก็เช่นเดียวกัน   ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนแล้วแต่ต้องเคยได้ยิน  ได้ฟัง  ได้อ่านนิทานของไทยกันมาบ้างแล้ว   รวมถึงการเล่าต่อให้ผู้อื่นฟัง  ก็จะยังความประทับใจให้เกิดขึ้น  รวมถึงเป็นการสร้างสานความสัมพันธ์อันดีให้มีต่อกัน   แต่อีกส่วนหนึ่งที่คนไทยบางคนนั้นยังไม่รู้ว่า  นอกจากจะได้ได้รับความเพลิดเพลิน หรือได้อุทาหรณ์ไว้สอนใจแล้ว  นิทานของไทยนั้นยังสามารถนำมาทายดวงชะตาได้อีกด้วย   นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้อีก  และหากจะขยายอีกต่อไปก็จะสามารถใช้ได้อย่างหลากหลายไม่จำกัด  เปรียบเสมือนเป็นผู้รู้   ผู้มีคุณสมบัติพิเศษในตัวเอง

            ในบทความนี้จะขอนำนิทานจากยามอัฏฐกาลมาเป็นตัวอย่าง   เพราะต่อไปหากต้องการเผยแพร่  หรือมีการแลกเปลี่ยนวิชาของไทยกับคนในกลุ่มสมาชิกอาเซี่ยนด้วยกันแล้ว   นิทานไทยนี้แหละจะเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ดี

            นิทานของยามอัฏฐกาลนั้น  จะมีการแบ่งนิทานตามวันเกิด  โดยมีการแบ่งเป็นภาคกลางวันกับภาคกลางคืน  ซึ่งมีทั้งหมด 7 วัน  วันละ 2  เรื่อง  รวมทั้งหมดเป็น  14  เรื่องด้วยกัน  นิทานของแต่ละวันจะเป็นตัวกำหนดบุพกรรมของคนที่เกิดวันนั้นเอาไว้  รวมถึงความเป็นไปในชีวิตเอาไว้อย่างมากมายหลายอย่างด้วยกัน   ซึ่งบทบาทของตัวละครในเรื่องนั้น จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำมาใช้เพื่อทายดวง  เพราะถึงแม้คนที่เกิดวันเดียวกันก็ใช่ว่าจะต้องมีวิถีชีวิตเหมือนกัน  หรือมีการกระทำที่เหมือนกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขาไปเป็นตัวละครตัวไหนในเรื่องนั้น

            นิทานที่เป็นตัวกำหนดบุพกรรมหรือการกระทำของวันเกิดนั้นจะมีทั้งหมด 14 เรื่อง  โดยแบ่งเป็นภาคกลางวัน คือ  เริ่มตั้งแต่เวลา 06.01 – 18.00 น.  ส่วนภาคกลางคืนจะเริ่มตั้งแต่เวลา  18.01-06.00 น.

คนเกิดวันอาทิตย์ยามกลางวัน   เรื่องลิงกับนกกระจาบ

คนเกิดวันอาทิตย์ยามกลางคืน   เรื่องมโหสถชาดก

คนเกิดวันจันทร์ยามกลางวัน   เรื่องโฆษกกุมาร

คนเกิดวันจันทร์ยามกลางคืน   เรื่องพระเตมีย์ใบ้

คนเกิดวันอังคารยามกลางวัน   เรื่องทรพาทรพี

คนเกิดวันอังคารยามกลางคืน   เรื่องพระรถเมรี

คนเกิดวันพุธยามกลางวัน   เรื่องพญาฉัตทันต์

คนเกิดวันพุธยามกลางคืน   เรื่องพระลอ

คนเกิดวันพฤหัสยามกลางวัน   เรื่องท้าวกุศราช

คนเกิดวันพฤหัสยามกลางคืน   เรื่องท้าวสัชนู

คนเกิดวันศุกร์ยามกลางวัน   เรื่องพระสุธนมโนราห์

คนเกิดวันศุกร์ยามกลางคืน   เรื่องพระเวสสันดร

คนเกิดวันเสาร์ยามกลางวัน   เรื่องพระอภัยมณี

คนเกิดวันเสาร์ยามกลางคืน   เรื่องรามเกียรติ์

            นิทานทั้งหมดนี้จะมีอิทธิพลต่อคนเกิดวันนั้นๆ   แตกต่างกันไปตามเนื้อเรื่องและตัวละคร  จะขอยกตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางการศึกษาดังนี้

            เริ่มต้นกันที่วันอาทิตย์  เป็นเรื่องของลิงกับนกกระจาบ เหตุการณ์โดยทั่วไปของคนเกิดวันอาทิตย์ยามกลางวันนี้จะเป็นไปตามนิทานยาม  นอกจากนี้เรายังแบ่งเป็นช่วงวัยของคนที่เกิดวันอาทิตย์ยามกลางวันไปตามตัวละครของนิทานได้อีกคือ

 

1. ช่วงวัยต้นของชีวิต จะอยู่ในวัยของลิง เพราะตามนิทานนั้น กล่าวถึงลิงรุ่นจิ๋ว ซึ่งจะหมายถึงช่วงอ่อนประสบการณ์  การทำความผิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

            แต่หากจะทายเป็นตัวบุคคล เราก็จะสามารถทายแบบสั้นๆ ได้ว่า. เมื่อเวลาต้องการทำอะไร หรือมุ่งหวังสิ่งใดแล้ว ก็จะมุมานะทำให้สำเร็จ โดยมีการวางแผน วางกลยุทธิ์อย่างดี เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นสำเร็จลุล่วงไปอย่างที่ตั้งใจ

 

2. ช่วงวัยกลางของชีวิต จะอยู่ในวัยของนกกระจาบ คือหลังจากมีครอบครัว มีลูกแล้ว ความโลดโผนต่างๆจะบรรเทาลง จะมีความอ่อนโยนมากขึ้น จะเป็นคนมีน้ำใจ ให้การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนและสัตว์ทั่วไป แต่เพราะความใจดีนั้น ในบางครั้งก็จะทำให้เสียรู้ผู้อื่น  เกิดการเสียทรัพย์เพราะความไว้วางใจคนใกล้ตัว

          ต้องขอบอกก่อนว่า การเสียรู้ผู้อื่นเพราะความใจดีนั้นไม่ได้เป็นความโง่ แต่ในบางครั้งคนเรายอมเลือกที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่าที่จะเป็นผู้เอาเปรียบ ส่วนใหญ่ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคนไป

 

3. ช่วงวัยปลายของชีวิต จะอยู่ในวัยของตัวฤษี. เป็นช่วงที่สูงวัยแล้ว ชีวิตจะเข้าไปพัวพ้นกับข้อพิพาทของคนสองคน  สองกลุ่ม เป็นทั้งคนกลางในการไกล่เกลี่ย. เป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นผู้ตัดสินปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ของผู้อื่นอยู่เป็นประจำ เป็นลักษณะของผู้ผดุงคุณธรรม

 

 *เราจะเลือกเอาคุณลักษณะเด่นของตัวละครนั้นมาทาย

           การทายเรื่องจากนิทาน ไม่เหมือนการทายจากดวง  ความละเอียดอาจจะไม่มากนัก แต่ก็จะทำให้เราได้รู้จักคนนั้นได้เร็ว  รวมถึงการรู้บุพกรรมที่ตัวเองทำมา ช่วยให้สามารถรู้วิธีแก้ไขให้กรรมเหล่านั้นบรรเทาลงได้บ้าง  เพราะเป็นการใช้เพียงแค่วันเกิดเท่านั้น.

            

            ตรงนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้รู้ถึงวิธีการใช้นิทานในการทายดวงในเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีวิธีการอ่านเรื่องราวต่างๆ จากนิทานอีกมาก   ซึ่งผู้เขียนได้จัดทำเป็นตำราไว้แล้ว จากประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งจะไม่เหมือนกับของท่านอาจารย์บุญเรือน  เพราะข้อมูลต่างๆ ของท่านอาจารย์บุญเรือนนั้นมีน้อยมาก ผู้เขียนจึงต้องใช้การฝึกฝนด้วยตัวเอง  ลองใช้และปรับแก้ไขจนใช้ได้ดีในปัจจุบันนี้  ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ว่าดีที่สุด เพียงแต่สมบูรณ์ที่สุด ณ เวลานี้เท่านั้น  แต่ก็ยังต้องมีการพัฒนาต่อไปอีก/.


สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ  สาขาพระรามเก้า

https://www.facebook.com/interastrorama9


 

ดาวนรลักษณ์หรือดาวรูป โดย … ศรรวสา

                ดาวนรลักษณ์หรือดาวรูป   วิชานี้ใช้สำหรับการดูรูปลักษณ์ภายนอก  ที่ใช้ร่วมกับวิชาทักษา  เพราะเป็นการดูวาสนาของชะตานั้นๆ  รวมถึงแนวโน้มหรือวิถีชีวิตที่จะมุ่งเน้นไปทางด้านใดเป็นหลัก   เพราะการใช้หลักของทักษานั้น  จะใช้เพียงวันเกิดในการพยากรณ์เท่านั้น   ซึ่งถือว่าเป็นภาคพื้นฐานของการใช้วิชาโหราศาสตร์ไทยอีกแขนงหนึ่ง  เพราะจะใช้เวลาในการศึกษาค่อนข้างเร็วกว่าดวงจักรราศีมากเนื่องจากองค์ประกอบของหลักวิชามีน้อย  เพียงแต่ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญเท่านั้น   อีกทั้งยังมีรูปแบบสำเร็จรูปไว้ให้ใช้กันบ้าง  จึงค่อนข้างสะดวกสำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษา  แต่การต่อยอดวิชาหรือการพัฒนาในตัววิชานั้นจะทำได้น้อยกว่าดวงจักรราศี  เมื่อศึกษาหรือว่าใช้ไปได้สักพักจึงเกิดการตีบตันในตัววิชา  ทำให้ผู้ศึกษาบางคนต้องควานหาวิชาอื่นๆ เข้ามาสวมประกอบ   ส่วนดวงจักรราศีนั้นใช้เวลาศึกษาที่นานกว่าแต่ระยะเวลาในการใช้งานก็นานกว่าเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดวิชาขึ้นไปได้อีกมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีรากฐานของวิชาที่ดี  ได้อาจารย์ที่ดี  และผู้ศึกษาก็จะต้องพากเพียรหมั่นศึกษาอย่างดีด้วย  ผู้เขียนเคยเจอบางคน  พอเริ่มต้นศึกษาก็เริ่มเบียดเบียนอาจารย์ประเดิมก่อนเลยคนแรก   จึงไม่อยากคิดต่อไปเลยว่าเมื่อศึกษาไปแล้วจะไปเบียดเบียนใครต่อหนอ    ขนาดกับผู้ที่สอนวิชาให้ยังทำได้  แล้วแบบนี้ใครจะไปกล้าสอนวิชา  สอนไปก็คงไปใช้เพื่อทำร้ายคนอื่นต่ออีกแน่นอน

                เมื่อการใช้ทักษานั้นใช้เพียงแค่วันเกิด   แต่คนเกิดวันที่ซ้ำกันนั้นมีมากมาย และวิถีทางการดำเนินชีวิตของคนที่เกิดวันเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างกันมาก  จึงจำเป็นต้องใช้ดาวนรลักษณ์หรือดาวรูป  เข้ามาช่วย  โหราจารย์รุ่นเก่าบางท่านนั้นจึงสามารถใช้วิชาทักษาในการพยากรณ์ดวงชะตาได้อย่างแม่นยำ  เพียงรู้วันเกิดก็สามารถทำนายชะตาชีวิตได้อย่างมากมาย   สำหรับผู้เขียนวิชานี้ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ใช้กรณีที่เจอปัญหาเฉพาะหน้า  เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าพอไม่มีอุปกรณ์ผูกดวงช่วย  หรือไม่มีเวลาเกิดก็ทายดวงไม่ได้เลย    รวมถึงการใช้ร่วมกับวิชาจาตุรงคโชค ซึ่งเป็นการปรับแก้ไขและส่งเสริมเฉพาะตัวบุคคล  เพราะถึงแม้จะเกิดวันเดียวกันแต่หากมีดาวรูปต่างกัน  การปรับแก้ไขก็จะแตกต่างกันไปด้วย  วิชาโหราศาสตร์ไทยถึงแม้มีมากมายหลายแขนง  แต่ผู้ศึกษาก็ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรที่จะใช้วิชาไหน  ต้องแยกหลักวิชาออกจากกัน   และใช้เป็นส่วนๆ ของวิชาไป 

                ความแตกต่างของคนที่เกิดวันเดียวกันแต่มีดาวรูปต่างกัน

                อย่างเช่น   คนเกิดวันอังคารเหมือนกัน   คนหนึ่งมีดาวรูปเป็นภูมิมูลละ   อีกคนมีดาวรูปเป็นภูมิศรี   เมื่อมีดาวรูปต่างกัน  วาสนาของชีวิตหรือวิถีการดำเนินชีวิตก็จะแตกต่างกันไปด้วย  คนที่มีดาวรูปเป็นภูมิมูลละ  ก็จะมุ่งเน้นไปในเรื่องการสร้างหลักทรัพย์การเงิน  สร้างฐานะให้กับตัวเอง   ส่วนคนที่มีดาวรูปเป็นศรี  ก็อาจจะมุ่งเน้นไปทางทำตัวให้มีคนรักคนชอบมากๆ   หรือมุ่งเน้นไปทางสร้างความเป็นศิริมงคลให้กับชีวิต  เช่นการบวชเรียน    จึงทำให้คนสองคนที่เกิดวันเดียวกันนั้นมีวิถีการดำเนินชีวิตต่างกัน  คนที่มีดาวรูปเป็นภูมิมูลละก็อาจจะไม่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนในชั้นสูงๆ  แต่ก็สามารถทำให้ตัวเองร่ำรวยเป็นเจ้าสัวใหญ่ได้   ส่วนคนที่มีดาวรูปเป็นภูมิศรีนั้น  อาจจะไม่สามารถทำให้ตัวเองร่ำรวยได้  แต่ก็อาจจะได้ไปเป็นใหญ่เป็นโตจากความนิยมชมชอบ  หรือมีผู้คนให้การสนับสนุนยกย่องก็ได้   ผู้ที่ศึกษาโหราฯ  ใหม่ๆ  มักจะมีคำถามมาถามประจำว่า  คนเกิดวันเดียวกันนั้นจะต้องมีชีวิตเหมือนกันใช่หรือไม่   ซึ่งตรงนี้เขาคงลืมไปว่า  ถึงแม้จะเกิดวันเดียวกันแต่คนเหล่านั้นมีพ่อแม่คนละคนกัน  มีฐานะความเป็นอยู่ต่างกัน  รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่จะช่วยผลักดันหรือฉุดรั้งการดำเนินชีวิตของคนเหล่านั้นด้วย

                นอกจากนี้ดาวรูปยังมีผลกับภูมิต่างๆ ในเรือนทักษาอีก   อย่างภูมิที่สำคัญที่มักจะใช้กันมากก็อย่างเช่น ภูมิศรี  และภูมิกาลี  ดาวรูปจะเป็นตัวขับรวมถึงเป็นตัวตั้งรับเรื่องของภูมิต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น  รวมถึงในเรื่องชื่อของตัวบุคคลนั้นด้วย เพราะถึงแม้อักษรชื่อจะไม่ได้เป็นกาลีวันเกิดแต่ก็อาจจะเป็นกาลีของดาวรูปก็ได้  ซึ่งในส่วนนี้มีผลกับเจ้าชะตาโดยตรง

                หากเราเปรียบกาลีเป็นเชื้อโรค  แน่นอนว่า  หากเราบอกกับเด็กๆ ว่า  เชื้อโรค  ไม่ดี  สกปรก  ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง    เพื่อให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะก่อให้เกิดความสกปรก  ในเบื้องต้น  เรายังไม่สามารถอธิบายให้กับเด็กฟังได้ว่า  เชื้อโรคนั้น มีเชื้อโรคที่ดีกับเชื้อโรคที่ไม่ดี  เพราะหากเราบอก  เด็กก็จะย้อนถามกลับมาว่า  แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเชื้อโรคไหนเป็นเชื้อโรคที่ดี  แล้วเชื้อโรคไหนเป็นเชื้อโรคที่ไม่ดี   เช่นเดียวกันกับการสอนนักศึกษาโหรฯ ในภาคพื้นฐานเบื้องต้น  ก็เหมือนสอนเด็ก  เราต้องแยกดี  หรือเสียให้เขาไปก่อน  คือ ศรีดี  กาลีเสีย  เพื่อให้นักศึกษาค่อยๆ จดจำ  และนำไปใช้ได้ในขั้นแรกก่อน   แต่หากเมื่อไหร่ไปพบว่า  ศรีให้โทษ  กาลีให้คุณ  เมื่อนั้นผู้ศึกษาก็ต้องกลับมาถามคำถามจากอาจารย์ผู้สอนใหม่แล้ว  เมื่อถึงตอนนั้น  อาจารย์จึงจะสามารถอธิบายและแยกแยะให้ได้ว่าเพราะเหตุไร  เป็นการต่อยอดของวิชาต่อไป เหมือนที่เรารูัๆ กันว่า เชื้อโรคในร่างกายเรานั้นมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันอยู่  แต่หากผู้ศึกษาไม่กลับมาถามก็จะได้ความรู้แค่นั้น  ดังที่เคยมีตัวอย่างมาแล้ว  ที่มีข้อสงสัยกันมาในรุ่นก่อนว่า ทำไมดาว ๕ เป็นศรีจรทับลัคนาเจ้าชะตาถึงได้ตาย

                เราสามารถใช้อักษรที่เป็นกาลีวันเกิดได้หากอักษรกาลีนั้นไม่ส่งผลร้ายกับดาวรูปของเรา  จะเทียบก็คล้ายๆ กับว่า เรายิงปืนได้แต่อย่าหันปากกระบอกปืนเข้าหาตัวเองเท่านั้น  เราเพียงใช้เป็นเครื่องมือสำหรับป้องกันอันตรายให้กับตัวเอง  แต่ตรงนี้ก็จะใช้ได้เฉพาะผู้ที่รู้เท่านั้น  วิชานี้จึงไม่ใคร่มีการสอนกันมากนัก  เพราะต้องเลือกว่า  จะสอนการใช้ปืนนั้นกับกับทหาร ตำรวจ  เพื่อป้องกันประชาชน  หรือสอนการใช้ให้กับโจร  เพื่อปล้นประชาชน

                ในยุคปัจจุบันนี้   เยาวชนคนรุ่นใหม่ในสายวิชาและวิชาชีพต่างๆ นั้นเก่งกันขึ้นมาก   ซึ่งฝีไม้ลายมือของแต่ละคนนั้นทำให้ผู้ใหญ่อายได้เลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง  นักดนตรี  เชฟทำอาหาร  ฯลฯ  ยังคงเหลือสายวิชาอีกเพียงไม่กี่สายวิชาที่เยาวชนน้้นยังไม่สามารถนำมาใช้ได้  วิชาโหราศาสตร์ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น  ที่เยาวชนยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้และเขาใจได้ในปัจจุบันนี้  แต่ในอนาคตข้างหน้าผู้เขียนเชื่อว่า  จะต้องมีนักโหราศาสตร์ที่เป็นเยาวชนเกิดขึ้นมากมายอย่างแน่นอน  เพราะในอนาคตข้างหน้านั้นจะต้องมีการแข่งขันกันสูงมากกว่านี้  และไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  โหราศาสตร์ไทยก็จะไม่่มีทางที่จะหมดความนิยมไปได้อย่างแน่นอน  เพราะการรู้จังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการทำกิจการงานต่างๆ  นั้นย่อมได้เปรียบกว่าที่จะไม่รู้อะไรเลย  เพราะไม่ว่าจะอย่างไรดวงชะตาของเราก็จะต้องอยู่กับเราจนหมดสิ้นอายุขัยนั่นเอง/.

 

ป้ายกำกับ: ,

ดาวพระเคราะห์วิกลคติ โดย … ศรรวสา

                การที่ดาวพระเคราะห์ต่างๆ มีการโคจรไม่ปกตินั้น  ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ  อย่างที่ไม่ควรจะเป็น  สิ่งที่ตั้งหวังว่าจะได้กลับไม่ได้  หรือเหตุการณ์ต่างๆ กลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ  รวมถึงการรอคอยในเรื่องต่างๆ ที่เป็นความหวังใกล้มือเอื้อมคว้านั้นกลับพลันมลายหายไปสิ้น 

                ดาววิกลคตินั้น  คือ  การโคจรของดาวที่ไม่ปกติ  คือเดินเร็วไปบ้าง  เดินถอยหลังบ้าง  หรือโคจรนิ่งๆ อยู่กับที่  เมื่อดวงดาวต่างๆ นั้นมีผลกับสิ่งมีชีวิตบนโลก  การที่เกิดความไม่ปกติกับดาวนั้นย่อมจะส่งผลให้กับสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่นกัน เมื่อดาวต่างๆ เกิดเหตุเช่นนี้  ทำให้การคำนวนองศาในการโคจรของดาวต่างๆ  แบบประมาณการนั้นเกิดความคลาดเคลื่อนจากเหตุที่ควรจะเป็นไป   จึงทำให้ส่งผลในเรื่องของการพยากรณ์นั้นเกิดความคลาดเคลื่อนด้วยเช่นกัน 

                สำหรับการพยากรณ์จรนั้น  การโคจรที่ไม่ปกติของดาวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะเรื่องที่คาดว่าน่าจะดีอาจจะกลายเป็นร้ายไป  หรือเรื่องที่คาดว่าน่าจะร้ายก็อาจจะกลับกลายเป็นดีไปก็ได้  โดยเฉพาะการโคจรที่ผิดปกติของดาวใหญ่  เพราะดาวใหญ่นั้นโคจรอยู่ในแต่ละราศีนั้นเป็นเวลานาน  อาจจะเกิดเหตุดีและร้ายภายในช่วงเวลาที่ดาวใหญ่นั้นครองราศี

                ดาวพระเคราะห์วิกลคติ   ได้แก่ 

                ดาวพักร์ : ดาวโคจรเคลื่อนที่แบบถอยหลัง   ซึ่งเหตุที่เกิดการผิดปกติแบบนี้  จะส่งผลเสียกับผู้ที่รอคอยความหวังหรือรอคอยเรื่องต่างๆ   เพราะว่าจะไม่เกิดความก้าวหน้าหรือว่าได้รับสิ่งที่รอคอยไว้  หากได้มีการเริ่มงานอะไรไปแล้วระยะหนึ่งอาจจะต้องกลับมาแก้ไขหรือทำงานนั้นใหม่  เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่   เช่น  ดาวกำลังโคจรจากเรือนกัมมะเข้าสู่เรือนลาภ สมมุติว่า  ดาว ๗  ย้ายจากราศีกันย์เรือนกัมมะเข้าสู่ราศีตุลย์เรือนลาภะ   หมายถึงผลงานหรือการงานที่ทำไว้แล้ว  มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดลาภ  เกิดความสำเร็จตามที่ตั้งหวังไว้  คือจากเรื่องของกัมมะแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องของลาภะ   แต่หากดาวเกิดพักร์  คือการโคจรถอยกลับเข้าเรือนกัมมะ   แทนที่จะเดินหน้าเข้าสู่ราศีตุลย์ เรือนลาภะตามปกติ   ก็จะเท่ากับว่า  งานที่ลงมือทำไปแล้วนั้นยังไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ  ก็ต้องมาเริ่มต้นทำงานนั้นใหม่อีกรอบ  แต่หากว่า  ราศีกันย์เป็นเรือนปัตนิและราศีตุลย์เป็นเรือนมรณะ   ก็อาจจะทำให้กลับกลายเป็นเรื่องดีก็ได้  สมมุติว่า  เกิดปัญหาทะเลาะกับคนรักอยู่และคิดที่จะเลิกลากัน   หากดาวย้ายเข้าเรือนมรณะก็อาจจะเลิกลากันไป  แต่พอดาวพักร์  ก็ส่งผลให้ไม่เลิกกัน  กลับมาคุยกันใหม่มาเริ่มต้นคบหากันใหม่ก็ได้

                ดาวเสริด ดาวโคจรเคลื่อนที่เร็ว  คือดาวโคจรเร็วกว่าปกติ  ตรงนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์พลิกผัน  เกิดสิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจเกิดขึ้น  เป็นเพราะการโคจรเร็วของดาวทำให้บางสิ่งบางอย่างนั้นไม่เป็นไปตามขั้นตอน  คล้ายๆ กับการก้าวกระโดด  อย่างเช่น  ดาว ๗  ย้ายจากราศีกันย์เรือนกัมมะ  เข้าสู่ราศีตุลย์เรือนลาภะ  เรื่องที่ควรจะเป็นคือ  ผลงานหรือกิจการงานต่างๆ ประสบความสำเร็จ  หรือความหวังต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้รับผลอย่างที่หวัง  แต่ปรากฏว่าดาว ๗  กลับเสริด  คือโคจรเร็วขึ้น  เท่ากับว่าแทนที่จะได้รับผลของเรือนลาภะ  กลับไปได้รับผลของเรือนวินาศแทน  เกิดความเสียหายในเรื่องกิจการงานแทน  เพราะเมื่อดาวเดินเร็ว  ทำให้พลังงานของดาวนั้นส่งผลข้ามไปยังราศีที่อยู่ข้างหน้าผลจึงเกิดขึ้นตามความหมายเรือนนั้นๆ   หรือว่าดาวโคจรจากเรือนปัตนิเข้าสู่เรือนมรณะ   แต่เมื่อดาวเสริดไปถึงเรือนศุภะ  แทนที่จะเกิดปัญหาเลิกลากัน  กลับกลายเป็นแต่งงานกันไปแทน  พวกที่ตัดสินใจแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ  มักจะเกิดเพราะเหตุนี้เป็นส่วนใหญ่ 

                ดาวมณฑ์ ดาวโคจรอยู่กับที่  ดาวที่โคจรแบบนี้เป็นลักษณะคล้ายๆ การพายเรือในอ่าง  เรื่องต่างๆ นั้นไม่ก้าวหน้าแต่ก็ไม่ได้ถอยหลังไปไหน   ลักษณะของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ นั้นจึงดูเหมือนว่าไม่เกิดความก้าวหน้าหรือว่าคืบหน้าอะไร   ช่วงที่ดาวมนร์นั้น  ไม่ควรตั้งหวังผลหรือทำกิจการใดๆ ทั้งสิ้น  เป็นช่วงหยุดพักหรือรอดูสถานการณ์

                ดาวที่เกิดการโคจรไม่ปกติหรือดาววิกลคตินั้น   ถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญในการพยากรณ์จร  ดาวที่มีการโคจรแบบวิกลคตินั้น ได้แก่    ดาวอังคาร   ดาวพุธ  ดาวพฤหัสบดี  ดาวศุกร์  ดาวเสาร์ และมฤตยู   อย่างช่วงในปัจจุบัน(ปี 2556) ดาวใหญ่เช่น ดาวพฤหัสและดาวเสาร์  ก็มีการโคจรที่ผิดปกติ  และเนื่องจากดาวใหญ่ทั้งสองดวงทำมุมตรีโกณกัน  จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่พลิกผันหรือสิ่งที่เหลือเชื่อเกิดขึ้น  ซึ่งความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการโครจรที่ผิดปกติของดาวก็มาอยู่ตลอด  แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจากดาวที่อยู่ในราศีธาตุลมจึงทำให้เกิดการกระจายตัวและขยายเรื่องราวกว้างไกลออกไปมาก  หากผู้ศึกษาเฝ้าสังเกตการโคจรของดาวใหญ่เช่น ดาวพฤหัสและดาวเสาร์  จะเห็นว่ามีการโคจรแบบไม่ปกติอยู่มากจนไปถึงปี 2557  (ไม่รู้เหมือนกันว่าดาวเต้นรำกันจังหวะไหน  เดี๋ยวเดินหน้า  เดี๋ยวถอยหลัง)  เมื่อดาวศุภเคราะห์และดาวบาปพระเคราะห์เกิดการโคจรแบบผิดปกติ  จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่คาดหวังหรือการกำหนดเหตุการณ์ต่างๆ นั้นไม่มีความแน่นอน  หากจะประกอบกิจการใดก็ควรที่จะต้องระมัดระวังให้มาก  อย่าชะล่าใจเพราะอยู่ในช่วงที่หาความแน่นอนได้ยาก  คนที่ดวงดีก็จะสามารถพยุงตัวให้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่วิกฤติไปได้เท่านั้นเอง/.

 

 

ป้ายกำกับ: , ,

การใช้ระบบธาตุร่วมกับระบบเรือนชะตา โดย … ศรรวสา

               

                การใช้ระบบเรือนชะตาเข้ามาร่วมในการอ่านประกอบกับระบบธาตุนั้นก็เพื่อเป็นการขยายเรื่องราวให้เพิ่มมากขึ้น  ในเรื่องความหมายเรือนและรายละเอียดของเรือนนั้น  ผู้ศึกษาสามารถหาอ่านได้จากหนังสือโหราศาสตร์ทั่วไป  ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนจะไม่ขอเขียนซ้ำ  ขอข้ามขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ นั้นไป  เพื่อจะได้ต่อยอดของวิชาได้เร็วขึ้น  แต่อาจจะไปอธิบายในส่วนขยายความของเรื่องเพื่อเป็นการทบทวนเท่านั้น

เผ่า ศรียานนท์

                จากดวงชะตา  พล ต.อ. เผ่า  ศรียานนท์ (คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขยาย)   ชะตานี้มีคู่ดาวเด่นของชะตานี้มีสองคู่ด้วยกันคือ   คู่ดาว ๓๘  เป็นดาวคู่ธาตุ  กับคู่ดาว ๑๖  เป็นดาวคู่สมพล   จะเห็นได้ว่าดาวทั้งสองคู่นี้   มีดาวคู่หนึ่งอยู่ในลัคนา  อีกคู่หนึ่งมีดาวตนุรวมอยู่ด้วย  จากการอ่านที่ผ่านมาของดวงตัวอย่างนี้  ได้ชี้ให้เห็นรายละเอียดของดวงชะตาไปมากพอสมควร  พอได้นำระบบเรือนเสริมเข้าไปอีก  จึงยิ่งทวีความเข้มแข็งมากขึ้น  หลักทุกหลักเมื่อส่งผลดีก็เท่ากับการบวกกำลังความเข้มแข็งของดวงชะตาเพิ่มไปด้วยทุกครั้ง  เวลาได้เห็นดวงคนพิเศษแบบนี้  ทำให้เวลาอ่านดวงเกิดความสนุก  เหมือนการขุดหาสมบัติใต้ดิน  ยิ่งขุดยิ่งเจอ  จึงทำให้อยากขุดหาต่อไปเรื่อยๆ  ว่าจะเจอทรัพย์สมบัติอะไรต่อไปอีก  หากเป็นดวงคนปกติธรรมดา  ขุดไปไม่ค่อยจะเจออะไรเท่าไหร่   เจอแต่กรวดหินดินทราย   เลยทำให้ไม่ค่อยยากขุดเท่าไหร่  ไม่สนุกเลย  แต่คนปกติธรรมดาชอบที่จะให้ขุดดวง  แบบให้ช่วยหาว่ามีอะไรดีบ้าง  ให้ลองขุดไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะเจออะไรเพิ่ม  ขุดจนพรุนไปทั้งดวงก็ยังหาอะไรไม่เจอ  ดวงคนปกติธรรมดานั้นดูง่าย  ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนนัก  มีการดำเนินชีวิตแบบปกติธรรมดา  เหมือนการแต่งกายในสมัยนี้ ที่เหมือนกับใส่ชุดนอนออกมาเดินตามท้องถนน  ที่ไม่ต้องค้นหาอะไรให้มากมาย  คล้ายๆ กับการดูพระแท้กับพระเทียมนั่นเอง  คนชำนาญมองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่า ของแท้หรือของเทียม  ไม่ต้องส่องกล้องให้เสียเวลา  เหมือนกับพวกแฟนพันธุ์แท้ในเรื่องต่างๆ  เขาได้มีการสะสมประสบการณ์ความชำนาญเอาไว้ในตัวอยู่  มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

             มาดูกันที่คู่ดาว ๓๘  อยู่ในลัคนา  ส่วนคู่ดาว ๑๖  อยู่ในเรือนกัมมะ  เท่ากับว่า  ชะตานี้มีการดูแลเรื่องตัวเองและเรื่องการงานของตัวเองเป็นพิเศษ  ที่ราศีพฤษภมีคู่ดาว ๓๘  ดูแล  หากที่ราศีพฤษภเป็นคลังสมบัติส่วนตัว  ก็คงมีคนเฝ้าอยู่อย่างมหาศาล  มีการป้องกันการรุกล้ำอย่างดี   จะเห็นได้ว่าชะตานี้ได้ทุ่มเทกำลังกายดูแลความเป็นส่วนตัว  ที่อยู่ส่วนตัวของตัวเองมาก  ใครรุกล้ำเข้ามาก็คงสู้สุดชีวิตเลยทีเดียว  “สมบัติข้าใครอย่าแตะ”    จากโครงสร้างธาตุดินที่ตรีโกณกันอยู่นั้นก็บอกได้แล้วว่า  มีหลักฐานฐานะดีมากๆ เข้าขั้นอภิมหาเศรษฐีเลยทีเดียว  ชะตานี้ถ้าชีวิตล้มก็คงพูดได้ว่า  ล้มบนฟูกนั่นเอง   เพราะจะเห็นว่าโครงสร้างของธาตุดินนั้นมีความแข็งแรงมาก  หลักทรัพย์ต่างๆ คงไม่พังทลายง่ายๆ  แต่ส่วนที่เป็นชื่อเสียงเกียรติยศนั้น  อาจจะมีการพลิกผันได้ง่าย  เพราะอยู่ในราศีธาตุลม  ชื่อเสียงเกียรติยศตรงนี้คล้ายๆ หัวโขน   ซึ่งสามารถมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงได้ตลอด   ส่วนคู่ดาว ๑๖  นั้นอยู่ในเรือนกัมมะ  แสดงถึงความมีอิทธิพลในเรื่องการงานหรือสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบ  แต่การที่มีอิทธิพลในราศีกุมภ์นั้น  บอกถึงความคลุมเครืออยู่ 

             เมื่อถึงตรงนี้ผู้เขียนขอบอกก่อนว่าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เจ้าของดวงชะตาแต่อย่างใด  เพราะคนที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นจะคงเหลือไว้แต่ความดีที่จะให้คนรุ่นหลังได้จดจำชื่อไว้  รวมถึงแนวทางปฏิบัติอันดีที่ควรจะระลึกไว้เป็นตัวอย่างเพื่อสืบสานต่อไป   ผู้เขียนขอนำดวงมาเขียนเพื่อให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้วิชาเท่านั้น  เพราะเหตุว่าดวงชะตาที่พิเศษแบบนี้นั้นหาได้ค่อนข้างยากมาก

               คู่ดาว ๑๖  ซึ่งทรงอิทธิพลอยู่ในเรือนกัมมะ  ซึ่งในเรือนกัมมะนั้น  หากเป็นการประกอบอาชีพ  จะบอกได้ว่าหลากหลายมากเพราะที่ราศีนี้ไม่ได้มีความเน้นชัดเจนเลยว่าจะต้องเป็นอะไร  ถ้าเป็นงานก็เป็นลักษณะของงานที่ต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณและการมีกลยุทธิ์อย่างสูง   รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นกิเลสหรือความลุ่มหลงของคนทั่วไป   เนื่องจากพื้นฐานดวงชะตานั้นมีความสมบูรณ์ดีจากราศีธาตุดิน   อีกทั้งมีคู่ดาว ๓๖  กุมลัคนา  จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะเป็นแค่คนคุมสถานบรรเทิงเริงรมย์ต่างๆ  แต่ก็ถือว่าจะมีอิทธิพลในส่วนนั้นด้วย  เมื่อเป็นตำรวจจึงกลายเป็นการมีอิทธิพลกับสิ่งที่เป็นด้านมืด  มีอิทธิพลต่อภาระหน้าที่ของตัวเอง ถึงแม้จะมีการโอนเอียงไปบ้าง  ชื่อเสียงมีความมัวหมองบ้าง เพราะดาว ๑ เป็นประ แต่ก็ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

           จากแค่สองเรือนนี้ก็ถือว่าชะตาชีวิตดีมากแล้ว   เพราะเป็นเรื่องหลักเรื่องสำคัญของชีวิตของคน  ส่วนชุดดาวที่ทำให้เป็นตำรวจ  จะเป็นชุดโครงสร้างของธาตุดินรวมถึงการมีดาว ๙  ที่เล็งดาว ๔  อยู่  ตรงนี้จะเป็นการชี้ชัดลงไปเลยว่าต้องมีการรับใช้ชาติรับใช้แผ่นดิน   คือถ้ายึดแผ่นดินของประเทศเป็นหลัก  ตัวเองนั้นจะมั่นคงอยู่ได้   เพราะคู่ดาว ๑๖  นั้นถึงแม้จะพอมีกำลังบ้างแต่ก็ลอยเคว้งคว้างอยู่  หาความเสถียรยาก  ดีที่ว่ามีดาว ๗  กับดาว ๔  เกื้อหนุนอยู่  ซึ่งดาว ๗  จะไปเบียฬดาว ๑ ได้คู่ธาตุไฟ  ส่วนดาว ๔  ที่เบียฬดาว ๖  นั้นได้คู่ธาตุน้ำ  รวมถึงดาว ๗ กับดาว ๔  ที่โยคถึงกันนั้นก็จะเป็นดาวคู่สมพล  เป็นการผนึกกำลังไว้อย่างดี  นี่ถ้าผู้เขียนไม่คิดว่าชะตาคือสิ่งที่ฟ้าลิขิต  คงจะคิดว่ามีการจัดวางดาวให้กับตัวเองแน่ๆ  เลย   เพราะมีการจัดวางแบบเป็นล๊อกๆ ลงตัวอย่างเหมาะเจาะพอดี  พอจะล้มไปข้างหน้าก็มีดาว ๗ คอยต้านไว้ไม่ให้ล้ม  พอจะหงายหลังก็มีดาว ๔  จากธาตุดินคอยดันไว้ให้   ตัวเองอยู่กลางอย่างปลอดภัย  มีกันชนไว้ทั้งหน้าและหลัง  ถึงแม้ดาว ๗ จะไม่ถูกกับดาว ๖  นักแต่ก็มีดาว ๑  อยู่ด้วย  แถมดาว ๑ เป็นประ  รับเอาพลังงานดาว ๘  เข้ามาไว้อีก  จากที่คิดไว้ว่าการที่อยู่ในราศีธาตุลมนั้นมีความผันผวน  แต่ตอนนี้ความผันผวนนั้นกลับถูกป้องกันไว้อย่างดี   ถ้าถามว่ามีโอกาสล้มหรือไม่ก็ต้องบอกว่ามีแน่  แต่ก็นานหน่อย  ยากหน่อย   เพราะอยู่ราศีธาตุลมอย่างไรเสียก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

                ดาวที่ป้องกันคู่ดาว ๑๖  คือดาว ๔  อยู่เรือนศุภะ  กับดาว ๗  อยู่เรือนลาภะ

                ดูที่ดาว ๔  กันก่อน   หากเราจะใช้ความหมายของศุภะคือ  ความสำเร็จชีวิต  หรือสิ่งที่มุ่งหวัง  ความตั้งหวังต่างๆ  นั้นอยู่ในราศีมังกรธาตุดิน  แสดงว่าความมุ่งหวังนั้นเป็นสิ่งที่ยาก  ต้องใช้เวลานานกว่าจะถึงความสำเร็จนั้น  และเป็นลักษณะของการมีชีวิตอย่างสันโดษ  มีชีวิตอย่างสงบ  นั่นก็แสดงว่า  ชะตานี้มีความมุ่งว่า  ในบั้นปลายชีวิตอยากอยู่อย่างสงบและปลอดภัย  เพราะการดำเนินชีวิตอย่างล่องลอยอยู่กับชื่อเสียงเกียรติยศนั้น  คงจะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก  เมื่อมีดาว ๔  คอยดูแล  จึงเป็นลักษณะของการคิดวางแผนการไปสู่ความสำเร็จอย่างที่หวังไว้ อย่างช้าๆ   ฉะนั้นพอตัวตนุดาว ๖  เกิดความหวั่นไหวเพราะอยู่ในท่ามกลางธาตุลม  อยากหลีกหนีไป  ดาว ๔  ก็จะคอยหนุนไว้ว่า  ทนต่อไปก่อนเพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า  เพราะแผนการที่วางไว้ในตอนนี้ยังไม่สำเร็จดี  เพราะการที่ดาว ๔  อยู่ในราศีมังกรนั้น  แผนการต่างๆ จะเสร็จรวดเร็วทันใจไม่ได้  ต้องใช้เวลา  อดทนรออีกหน่อยก็แล้วกัน  ดาว ๔  จะเป็นคำพูดที่คอยปลอบประโลมใจให้กับตัวเองว่าให้อดทนเข้าไว้  ต้องทนนะ  อย่าท้อถอยนะ  เมื่อตัวเองพูดปลอบขวัญและให้กำลังใจกับตัวเองก็ทำให้สดชื่นใจไปได้  เพราะไม่มีใครที่จะสามารถพูดให้กำลังใจได้ดีเท่ากับตัวเอง  หากตัวเองไม่คิดสู้หรือว่าท้อถอยแล้ว ต่อให้ร้อยปากบอกว่าดี  ก็คงไม่มีกระจิตกระใจทำต่อไปได้  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจกับตัวเอง  ยกย่องตัวเอง  รวมถึงมองตัวเองให้มีคุณค่า  อย่าทับถมตัวเอง  ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครให้ความสำคัญ  แต่หากตัวเองมีเชื่อมั่นแล้ว  ร้อยปากด่าก็ไม่สามารถทำให้ตัวเองนั้นพังทลายลงได้ จริงอยู่ที่ว่า  การได้รับกำลังใจจากคนอื่นนั้นก็เปรียบเสมือนหยดน้ำทิพย์ที่คอยหล่อเลี้ยงบำรุงจิตใจให้ต่อสู้ต่อไปได้  แต่ทว่าเขาเหล่านั้น  ก็ไม่ได้อยู่คู่กับเราตลอดไป  หากไม่มีพวกเขาให้กำลังใจแล้ว  ชีวิตเรามิต้องย่ำแย่ไปด้วยหรือ  กำลังใจของตัวเองเปรียบเสมือนน้ำดื่มที่เราต้องดื่มเพื่อสุขภาพของตัวเอง  ส่วนกำลังใจของคนอื่นก็เหมือนเครื่องดื่มที่แปลกให้  สร้างความสดชื่นใจให้ได้เช่นกัน   หากติดใจแต่เครื่องดื่มที่แปลกใหม่  ก็จะทำให้เราไม่อยากหาน้ำดื่มเอง   อยากพึ่งพาอาศัยแต่เครื่องดื่มที่แปลกใหม่ตลอดเวลา  ผู้เขียนเองก็ชอบเครื่องดื่มที่แปลกใหม่   แต่ก็กลัวตัวเองจะหลงใหลและติดใจกับรสชาตินั้น  จนทำให้ตัวเองนั้นไม่อยากหาน้ำดื่มเองเช่นกัน 

                ดาว ๔  ที่มีดาว ๗ โยคอยู่นั้นถือได้ว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ต่อความคิด  ต่อคำพูดของตัวเอง   เมื่อพูดอะไรหรือคิดอะไรที่เป็นความตั้งใจของตัวเองแล้ว   ก็จะปฏิบัติยึดมั่นและซื่อตรงต่อสิ่งนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง  ถึงแม้ความเป็นดาวธาตุน้ำจะมีความแปรปรวนไปบ้าง  แต่เมื่ออยู่ในราศีธาตุดินทำให้คงเส้นคงวาอยู่ไม่หลุดกรอบออกไปไกลนัก  เพราะน้ำที่โดนเขื่อนกักไว้   ถึงจะแปรปรวนแค่ไหนก็ยังอยู่ในเขื่อน  เพราะความคิดคนเรานั้นไม่มีทางหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปสารพัดเรื่อง  หากไม่มีกรอบหรือขอบเขตวางไว้ก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำได้ตลอด  เพราะเกิดความหวาดระแวง  เกิดความกลัว  เกิดความไม่ไว้ใจคนอื่นๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา  วิชานี้โหราฯ  นี้ก็เช่นกัน  หากผู้ศึกษาไม่อยู่ในกรอบหรือขอบเขตที่วางไว้  ความคิดก็จะไหลไปเรื่อยๆ  คิดว่าแบบนั้นแบบนี้ไม่ถูกต้อง  ไม่จริง  แล้วก็จะสร้างความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตามใจตัวเอง   เหมือนเด็กเพิ่งหัดคลานได้  ก็คิดว่าแค่คลานได้ก็สามารถไปไหนต่อไหนได้แล้ว  เก่งแล้ว  แต่ความจริงยังมีการเดิน  การวิ่ง  ที่ต้องใช้เท้าต่อไปได้อีก  ผู้ศึกษาส่วนใหญ่จึงหยุดตัวเองไว้ที่การคลาน  เพราะไม่มีคนคอยช่วยพยุงให้ยืนขึ้นนั่นเอง 

                มาดูที่ดาว ๗  กันต่อ  เมื่ออยู่ในเรือนลาภ  จะบอกถึงว่าในเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ นั้น  ให้ดาว ๗  คอยดูแล  เรียกได้ว่าใช้ดาวถูกทีเดียว  เพราะดาว ๗  ไม่ต้องหาแค่คอยเฝ้าอย่างเดียวเท่านั้นเอง  ดาว ๗ ซึ่งไม่มีตำแหน่งอะไร  แต่จากที่ผู้ศึกษาได้อ่านจากหลักการผสมธาตุ  จะรู้ได้ว่า  ๗  ที่ราศีนี้มีความพิเศษอยู่  เพียงแต่มีการปิดบังอำพรางความพิเศษเหล่านั้นไว้  หากถูกปลุกเมื่อไร  ก็จะสร้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้อย่างทันท่วงที  ดาว ๗  เป็นดาวที่สมถะ  ฉะนั้นจะไม่มีการกอบโกย  อีกทั้งยังเป็นดาวที่ตระหนี่ถี่เหนียว  เมื่อได้รับหน้าที่ดูแลเรื่องผลประโยชน์ก็จะซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อหน้าที่นั้น  จะคอยควบคุมไว้ไม่ให้กระเด็นไปทางใดเลย  เมื่อตนุดาว ๖  เกิดความหวั่นไว้  ดาว ๗  ก็จะส่งพลังงานผ่านไปทางดาว ๑  ให้คอยควบคุมดาว ๖ อีกที  เหมือนการฝากบอกไปว่า  หากไม่อยู่ในตำแหน่งหรือไม่มีเกียรติไม่มีชื่อเสียงแล้ว  ผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านั้นใครจะเป็นผู้ดูแล  หรือจะปล่อยให้คนอื่นมาฉกชิงเอาไป  ยอมได้หรือ  ตรงนี้ถ้าหากไม่ดาว ๑  คอยคุมอยู่ด้วย  ดาว ๖  รับเรื่องตรงมาจากดาว ๗  อย่างเดียวก็คงจะยอมเพราะผลประโยชน์อันน้อยนิดนั้น  ดูไม่สำคัญเท่าไหร่  แต่เนื่องจากมีดาว ๑  ซึ่งเป็นดาวคู่ธาตุไฟคอยประสานอยู่  จึงทำให้ดาว ๖  ต้องจำใจ  จำยอม  ประมาณว่าแม้แต่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่มองว่าเล็ก ๆ  น้อยก็ต้องเก็บไว้ปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้  ลักษณะของ ๗  ราศีนี้จะคล้ายๆ พ่อค้าแม่ค้าอยู่อย่าง  คือจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสต่าง ๆ  ที่จะเอื้ออำนวยเรื่องผลประโยชน์ผ่านไปอย่างง่ายๆ   เหมือนกับว่าหากมีลูกค้าผ่านเข้ามาดูของในร้านจะต้องให้ซื้อของให้ได้  ได้น้อยได้มากก็ไม่เป็นไร  แต่จะไม่ยอมให้ลูกค้าเดินออกจากร้านไปโดยไม่ได้ซื้อของอะไรในร้าน  ถือคติว่า  ถึงแม้จะได้กำไรเพียงแค่คนละบาทเดียว  แต่ถ้าลูกค้าซื้อของร้อยคนก็จะได้ร้อยบาท  เพราะดาว ๗  ไม่ใช่ดาวที่โลภที่จะขายของโกงราคาหรือว่าเอากำไรเกินควร  เพียงแต่ต้องรักษาผลประโยชน์ที่ควรจะได้ไว้อย่างดีเท่านั้น 

                ดาว ๗  ที่มีดาว ๔  โยคอยู่นั้นรับรองได้ว่าไม่โง่   ถึงแม้บางครั้งจะทำหน้าเหมือนคนโง่ก็ตาม  แต่เพราะต้องการล้วงความลับจากคนอื่นต่างหาก  หรือหาจุดอ่อนจุดแข็งของคนนั้น   การที่ได้พลังจากดาว ๔  ซึ่งเป็นดาวคู่สมพลนั้น  เป็นลักษณะของการวางแผนที่ค่อนข้างแยบยลไว้หลายชั้นมาก  และหลายซับหลายซ้อน  จนคนภายนอกมองไม่ออกหรือจับทางไม่ได้เลย  ผลประโยชน์ที่มีอยู่น้อยที่ต้องใช้สอยอย่างประหยัดนั้น  เมื่อมีการวางแผนการที่ดีก็จะทำให้มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล   คล้ายๆ กับว่ามีข้าวสารอยู่ถังเดียวแต่สามารถทำให้คนอื่นๆ  ดูว่าเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ที่น่าจับจองไว้เป็นเจ้าของ  ไม่ใช่การหลอก  แต่จะเป็นอย่างที่สมัยโบราณใช้กัน  เมื่อหุงข้าวกินแล้วมีข้าวเหลือติดก้นหม้อก็จะเอาไปตากแดดไว้ทำเป็นทำเป็นข้าวตาก  ข้าวตู  ข้าวพอง  ต่อไป  ดูไปก็เหมือนว่ามีอาหารมากมายหลากหลายอย่าง  แต่ความจริงแล้วเป็นความกระเหม็ดกระแหม่ของดาว ๗  ที่ได้รับการวางแผนงานจากดาว ๔  มาร่วมด้วยอีกที  ทำให้ของที่น้อยนั้นเกิดมีคุณค่าขึ้น  เลยดูราวกับว่าเป็นแหล่งอาหารที่มากมายหลากหลายอย่างเท่านั้นเอง  หากเราจะขยายความในเรื่องผลประโยชน์ต่อว่าเป็นอะไร  ก็ดูที่ดาวประจำราศี  เมื่อเป็นดาว ๕  ก็หมายความว่าในเรื่องผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาความรู้  ลาภของชะตานี้คือเรื่องประสบการณ์ความรอบรู้ต่าง ๆ   เมื่อมีดาว ๗ ดูแล  จะบอกว่าขยันหาความรู้ก็ไม่ได้  แต่จะเป็นการค่อยๆ ซึมซับรับเอาจากการที่ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นประสบการณ์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ ไป  เป็นความชำนาญในรูปแบบเดิม ๆ ไม่ได้พลิกแพลงโลดโผนมากนัก  นอกเสียจากว่าดาว ๗  จะได้รับพลังงานของดาว ๘ ส่งผลถึง  จึงจะเริ่มมีการพลิกแพลงเกิดขึ้น  ซึ่งดาว ๗  ของชะตานี้ก็ได้รับพลังงานของดาว ๘ โยคถึง  จึงทำให้ดาว ๗  เปลี่ยนไปจากพื้นฐานธรรมดาก็เริ่มจะมีการพลิกแพลงเพิ่มขึ้น  จากนั้นหากอยากรู้ต่อว่าดาว ๗ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง  ก็ให้ดูว่ามีดาวไหนส่งพลังงานให้กับดาว ๗  อีกบ้าง  ตามหลักที่ศึกษาผ่านมาแล้ว

  (คัดลอกมาจากหนังสือโหราศาสตร์ไทยระบบธาตุ )

 

ป้ายกำกับ: , , ,