RSS

Tag Archives: โหราศาตร์ไทย

ฤกษ์ลัคน์และฤกษ์จันทร์… โดย อาจารย์ประทีป อัครา

เรื่องฤกษ์ โบราณท่านแยกเป็น ๒ ภาค คือ ฤกษ์บน และ ฤกษ์ล่าง

ฤกษ์ลัคน์และฤกษ์จันทร์อยู่ในภาคฤกษ์บน เพราะต้องอาศัยตำแหน่งดาวบนท้องฟ้าเป็นหลัก   ท่านให้คำจำกัดความว่า   “จันทร์เป็นฤกษ์ฟ้า ลัคนาเป็นฤกษ์ดิน    ทั้งนี้เพราะจันทร์จะเสวยฤกษ์อะไร ย่อมเป็นไปตามวิถีจักรการโคจรของจันทร์เอง     มนุษย์ไม่สามารถไปเร่งให้เร็วหรือรั้งให้ช้าได้  จึงเรียกว่า “ฤกษ์ฟ้า”     ส่วนลัคนาเป็นหลักเกณฑ์ที่มนุษย์กำหนดและเลือกเอาได้ จึงเรียกว่า   “ฤกษ์ดิน”

การหาฤกษ์ ท่านให้หลักไว้ว่า   ควรเลือกวันที่จันทร์เสวยฤกษ์เหมาะกับกิจการที่ประสงค์จะกระทำเสียก่อน แล้วจึงหาเวลาที่ลัคนาเสวยฤกษ์ที่เหมาะสำหรับกระทำการ

เช่น   ประสงค์จะเปิดร้านค้าสุราอาหาร ไนต์คลับ หรือ โรงหนัง โรงละคร ต้องพิจารณาก่อนว่า กิจการนั้นอยู่ในความหมายของฤกษ์อะไรบ้าง  กิจการประเภทที่กล่าวมาอยู่ในความหมายของฤกษ์เทศาตรี และตามธรรมดาการดำเนินกิจการค้าก็ต้องมุ่งผลประโยชน์การเงินด้วย จึงอยู่ในความหมายของฤกษ์มหัทธโนด้วย

การที่ต้องแยกความหมายของกิจการที่กระทำออกเป็น ๒ ฤกษ์    ก็เพื่อจะให้เป็นฤกษ์สำหรับลัคน์ฤกษ์หนึ่ง และฤกษ์สำหรับจันทร์ฤกษ์หนึ่ง เรียกว่า  คู่ฤกษ์  วันที่จันทร์เสวยฤกษ์เหมาะกับกิจการตามที่กล่าวมานั้น จะต้องเป็นวันที่ไม่เสียทางฤกษ์ล่างด้วย

     ตัวอย่าง    ต้องการหาฤกษ์ประกอบกิจการในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๗   ขอให้พลิกปฏิทินโหร   ประกอบคำอธิบายด้วย

     ในวันที่ ๑ พย. จันทร์เกาะฤกษ์มหัทธโน   แต่เสวยถึงเวลา ๐๗.๔๒ น.เท่านั้น ไม่สามารถวางลัคน์ให้เกาะฤกษ์เทศาตรี คู่ฤกษ์ได้

     ในวันที่ ๔ พย. จันทร์เกาะฤกษ์เทศาตรี   แต่เสวยถึงเวลา ๐๖.๑๖ น.เท่านั้น  ไม่สามารถวางลัคน์ให้เกาะฤกษ์มหัทธโน คู่ฤกษ์ได้

     ในวันที่ ๙ พย. จันทร์เกาะฤกษ์มหัทธโน   ถึงเวลา ๒๒.๒๑ น. แต่วันนี้เป็นวันดิถีมหาศูนย์   ทางฤกษ์ล่าง ท่านห้ามไม่ให้ประกอบพิธีมงคล

     ในวันที่ ๑๒ พย. จันทร์เกาะฤกษ์เทศาตรี   ถึง ๑๗.๓๖ น. วันนี้เป็นวันดิถีมหาสิทธิโชคตามฤกษ์ล่าง นับได้ว่าเป็นวันดี    แต่จะประกอบพิธีในวันนี้ ต้องให้เลยเวลา ๐๗.๑๓ น.   ให้จันทร์ยกจากกันย์ไปตุลย์เสียก่อน   เพราะจันทร์อยู่กันย์ต้องพินทุบาทว์ในคัมภีร์ฤกษ์ เพราะเป็น ๑๑ แก่ราหู

 

            เมื่อได้วันดีแล้ว   ก็หาเวลาที่ลัคน์เกาะคู่ฤกษ์ คือ   ฤกษ์มหัทธโน   สำหรับกระทำการต่อไปจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ ๐๙.๓๕ น. ถึง ๑๐.๒๕ น. โดยลัคนาจะสถิตในราศีธนู   เมื่อดีทั้งฤกษ์ลัคน์และฤกษ์จันทร์ ก็ถือว่า ดีทั้ง ฤกษ์ฟ้าและฤกษ์ดิน

            อย่างไรก็ดี   ต้องไม่ลืมว่าการหาฤกษ์โดยให้ฤกษ์ที่ถูกต้องนั้น   จะต้องถือเกณฑ์ชะตาของผู้กระทำการเป็นสำคัญและถือวันดีฤกษ์ดีเป็นองค์ประกอบเท่านั้น การกระทำในวันดีฤกษ์ดีในขณะที่เกณฑ์ชะตาไม่ดี ไม่ช่วยให้ได้รับผลดีของฤกษ์นั้นได้อย่างเต็มที่

 

เคล็ดลับการให้ฤกษ์-หาฤกษ์

 

            ให้คิดอุปมาเหมือนกับเราจะไปซื้อของ   ก่อนที่จะคิดไปถึงว่า ของที่เราจะซื้อมีขายที่ไหน ควรคิดก่อนว่า  เรามีสตางค์พอที่จะซื้อของนั้นแล้วหรือยัง ถ้าเราไม่มีสตางค์ ถึงจะไปยังสถานที่ขายของเหล่านั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากดูและชม ฤกษ์ดีจะเกิดผลดีแก่เรา ก็เฉพาะเมื่อเกณฑ์ชะตาของเราดีเท่านั้น เช่นเดียวกับเราจะซื้อของที่เรามาใช้ประโยชน์ได้ก็เฉพาะเมื่อเรามีสตางค์ เคล็ดลับที่สำคัญในการหาฤกษ์จึงอยู่ที่ต้องหาวันที่ดีตามเกณฑ์ชะตาของเราให้ได้เสียก่อน

            พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ก่อนจะเรียนหาฤกษ์และให้ฤกษ์ควรจะเรียนและฝึกหัดให้สามารถพยากรณ์เหตุการณ์จากดวงชะตาเป็นรายวันให้ได้ก่อน  มิฉะนั้นการหาฤกษ์ที่ได้ในวันที่ดวงชะตาไม่ดีก็จะไม่ต่างไปกับการไปหาร้านขายของที่ต้องการพบแต่ไม่มีสตางค์จะซื้อ

 

-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

องค์เกณฑ์ อุดมเกณฑ์ และดาวฆาฏ โดย อาจารย์ วาสนา จันทภาษา

องค์เกณฑ์และอุดมเกณฑ์

 คุณสมบัติขององค์เกณฑ์และอุดมเกณฑ์

องค์เกณฑ์ คือ ดาวเคราะห์ที่อยู่ในลักษณะเป็นเกณฑ์แบบใดแบบหนึ่ง ใน ๔ แบบ ประจำราศี ๔ ประเภท ตามลัคนาสถิตคือ ราศีปัสวะเกณฑ์ ราศีนระเกณฑ์ ราศีอัมพุ และราศีกีฏะเกณฑ์ โดยมีดาวเคราะห์อยู่ตามลัคนาราศีบังคับของแต่ละราศีแล้วดาวเคราะห์นั้นได้ชื่อว่าเป็นองค์เกณฑ์

ลัคนาราศีเกณฑ์แบ่งได้ดังนี้

1.      ปัสวะเกณฑ์ คือ ประเภทสัตว์บก ๔ เท้า ได้แก่ ลัคนาราศี เมษ พฤศภ สิงห์

2.      นระเกณฑ์ คือ ประเภทมนุษย์ ได้แก่ ลัคนาราศี เมถุน กันย์ ตุลย์ และกุมภ์

3.      อัมพุเกณฑ์ คือ ประเภทสัตว์น้ำ ได้แก่ ลัคนาราศี กรกฏ มังกร มีน

4.      กีฏะเกณฑ์ คือ ประเภทสัตว์แมลง ได้แก่ ลัคนาราศี พิจิก

กฎเกณฑ์ข้อบังคับของแต่ละราศีมีดังนี้

            โบราณจารย์กล่าวเป็นคำอรรถไว้ดังนี้ นระเอกะ จตุอำพุ กิตตะสัตตะ ปัสวะทศ ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดดังนี้คือ

1. นระเกณฑ์ (นระเอกะ) คือ บุคคลผู้มีลัคนาใน ๕ ราศีคือ เมถุน กันย์ ธนู กุมภ์ ตุลย์ แล้วมีดาวเคราะห์ อาทิตย์หรือพฤหัสหรือเสาร์ องค์ใดองค์หนึ่ง กุมลัคนา(เป็นหนึ่ง=เอกะ) ได้ชื่อว่า ดาวเคราะห์ดวงนั้นเป็นองค์เกณฑ์ราศีนระเกณฑ์ เฉพาะผู้มีดาวพฤหัสกุมลัคนามีชื่อเรียกว่าอีกชื่อว่า กมุทเกณฑ์ มีลักษณะดังดอกบัว ถ้าเป็นดาวพฤหัสกุมลัคนาเฉพาะในราศีกุมภ์มีชื่อเรียกอีกชื่อว่ามุตโต แปลว่าผู้รู้ เนื่องจากราศีนี้ถือว่าดาวมฤตยูเป็นเจ้าเรือนด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเรือนมืด ดาวพฤหัสมาอยู่ราศีนี้ทำให้สว่างขึ้นได้ เท่ากับเป็นผู้ทำให้สว่างหรือผู้รู้นั่นเอง

ท่านประพันธ์ไว้เป็นคำโคลงดังนี้

นะระสุริยะเยื้อง       รังสี

โสระชีวะโดยมี         ถูกต้อง

สามองค์เทพโสภี      กุมลัคน์

ดวงชะตาใดดั่งพร้อง  ยศนั้นนาพัน

 2. อำพุเกณฑ์ (จตุอำพุ) คือบุคคลที่มีลัคนาสถิตใน ๓ ราศี คือ กรกฏ มังกร มีน แล้วมีดาวเคราะห์ จันทร์ พุธ พฤหัส ศุกร์ องค์ใดองค์หนึ่งเป็น ๔(จตุ) แก่ลัคนาได้ชื่อว่าดาวเคราะห์องค์นั้นเป็นองค์เกณฑ์ เฉพาะดาว ๒ ๕ ๖ เป็น ๔ แก่ลัคน์มีชื่อเรียกว่าปทุมเกณฑ์ ปทุมแปลว่าหอม หมายถึงคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักที่ชอบใจคนทั้งหลาย อีกชื่อหนึ่งว่าเป็นจัตุรเกณฑ์

ท่านประพันธ์ไว้เป็นคำโคลงดังนี้

อัมพุชพลจุ่งแจ้ง        สี่สถาน

พุธ ศุกร์  ชีวะวาร       ส่งสร้อย

จันทร์องค์ประไพพาล   รุจิเรก

คุณย่อมแสดงใช่น้อย    ยศนั้นถึงพระยา

 3. กีฏะเกณฑ์(กิตตสัตตะ) คือบุคคลที่มีลัคนาสถิตในราศีพิจิกราศีเดียวแล้วมีดาวเคราะห์ คือ อังคาร ราหู องค์ใดองค์หนึ่งเป็น ๗ (สัตตะ=๗) แก่ลัคนา ได้ชื่อว่าดาวเคราะห์นั้นเป็นองค์เกณฑ์

ท่านประพันธ์ไว้เป็นคำโคลงดังนี้

กิฏะสัตตะต้อง        ภุมเมนทร์

อสุรินทร์องค์เกณฑ์  กล่าวไว้

แม้ชาติตัวเวร          อัปลักษณ์ ก็ดี

คุณก็แสดงให้           ยศนั้นเสมอพงศ์

4. ปัสวะเกณฑ์(ปัสวะทศ) คือบุคคลที่มีลัคนาสถิตใน ๓ ราศี คือราศีเมษ พฤศภ สิงห์ แล้วมีพระเคราะห์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัส เป็น ๑๐(ทศะ) แก่ลัคนาได้ชื่อว่าดาวเคราะห์นั้นเป็นองค์เกณฑ์

ท่านประพันธ์ไว้เป็นคำโคลงดังนี้

ปัศวะทศต้อง           องค์เกณฑ์

ชีวะจันทร์ภุมเมนทร์   ผ่องแผ้ว

อีกองค์สุริเยนทร์        ทรงยศ

สี่สถานเลิศแล้ว          ยศนั้นถึงพระยา

 คุณสมบัติของพระเคราะห์ที่เป็นองค์เกณฑ์ ถึงแม้จะเป็นประ นิจหรือกาลกิณี ก็สงบความร้ายกาจหมด กลับส่งเสริมให้คุณแก่เจ้าชะตาตามนิสัยของพระเคราะห์นั้นๆ

อุดมเกณฑ์ คือ ดาวเคราะห์ตามลัคนาในราศีบังคับเช่นเดียวกับองค์เกณฑ์ แต่เรียกชื่อเป็นอุดมนำหน้าคือ

1.      อุดมนระ คือบุคคลที่มีลัคนาในราศีนระ แล้วมีดาวเคราะห์ ๔   ๖ กุมลัคนาหรือเป็น ๓, , , ๑๑ แก่ลัคนา เรียกว่าดาวเคราะห์นั้นได้อุดมเกณฑ์ ท่านว่าเจ้าชะตาจะไม่รู้จักเข็ญใจเลย

2.      อุดมอัมพุ คือ บุคคลที่มีลัคนาในราศีอัมพุ แล้วมีดาวเคราะห์ ๓ ๕ ๗ ๘ เป็น ๔, , ๙ แก่ลัคนา เรียกว่าดาวเคราะห์นั้นได้อุดมเกณฑ์

3.      อุดมกีฎะ คือบุคคลที่มีลัคนาในราศีกีฏะ แล้วมีดาวเคราะห์ ๓ ๘ เป็น ๓, , , ๑๒ แก่ลัคนา เรียกว่าดาวเคราะห์นั้นได้อุดมเกณฑ์

4.      อุดมปัสวะ คือบุคคลที่มีลัคนาในราศีปัสวะ แล้วมีพระเคราะห์ ๑  ๒ ๓ ๖ เป็น ๖, ๑๐ แก่ลัคนา เรียกว่าดาวเคราะห์นั้นได้อุดมเกณฑ์

คุณสมบัติของดาวพระเคราะห์ที่เป็นอุดมเกณฑ์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์องค์เกณฑ์

ดาวฆาฏประจำราศีเกณฑ์

ดาวฆาฏ คือ ดาวที่ให้โทษหนัก ดาวเคราะห์ทุกองค์เป็นฆาฏทั้งนั้น เพียงแต่มีน้ำหนักอ่อนและแรงไม่เท่ากัน เรียงตามลำดับได้ดังนี้

1.      ดาว ๔ ๖ เป็นดาวฆาฏที่อ่อน

2.      ดาว ๓ ๕ ๗ ๘ เป็นดาวฆาฏที่แรง

3.      ดาว ๑ เป็นดาวฆาฏที่แรงรองลงมาจากข้อ ๒

4.      ดาว ๒ เป็นดาวฆาฏที่แรงที่สุด คือ เป็นจุดดับของดวงชะตานั้นเลย

เนื่องจากดาวเคราะห์ทั้ง ๘ ดวงเป็นดาวเคราะห์ประจำองค์เกณฑ์และอุดมเกณฑ์ดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นดาวทุกดวงจึงเป็นดาวฆาฏได้ เพียงแต่มีความรุนแรงไม่เท่ากัน แต่การดับของดวงชะตาต้องขึ้นอยู่ที่การโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นอันดับสุดท้ายที่จะชี้ขาดวันสิ้นอายุของเจ้าชะตาได้

ดาวฆาฏประจำราศีเกณฑ์ ได้แก่ดาวฆาฏประเภทสอง เป็นดาวฆาฏที่แรง ใช้สำหรับการเล่นทางดาวจร ซึ่งจะกล่าวในที่นี้แต่เพียงพอเป็นสังเขป ส่วนรายละเอียดจะกล่าวในเล่มที่สองว่าด้วยดาวจรทั้งหมดต่อไป

ดาวฆาฏจรมี ๔ ราศีเกณฑ์

1.      ปัสวะชีโว คือ ฆาฏพฤหัส สำหรับผู้มีลัคนาปัสวะคือ ราศีเมษ พฤศภ สิงห์ ดาวฆาฏของบุคคลเกิดราศีนี้ก็คือดาวพฤหัส(๕)

2.      นระโสโร คือ ฆาฏเสาร์ สำหรับผู้ที่มีลัคนาราศีนระ คือ ราศี กันย์ ตุลย์ ธนู กุมภ์ ดาวฆาฏของบุคคลผู้เกิดราศีนี้คือดาวเสาร์(๗)

3.      อัมพุภุมโม คือ ฆาฏอังคาร สำหรับผู้ที่มีลัคนาราศีอัมพุ คือ ราศีกรกฏ มังกร มีน ดาวฆาฏของบุคคลผู้เกิดราศีนี้คือดาวอังคาร(๓)

4.      กีฏะอสุรินโท คือ ฆาฏราหู สำหรับผู้ที่มีลัคนาราศีกีฏะ คือราศี พิจิก ดาวฆาฏประจำราศีก็คือดาวราหู(๘)

ดาวฆาฏจรเหล่านี้ต้องดูรายละเอียดในการจรมาแต่ละปี ว่าจรมามีทักษาเป็นอะไรและทับดาวเดิมในดวงชะตาเป็นอย่างไร เหตุการณ์จะเกิดขึ้นไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีดาวฆาฏตามภูมิทักษาจร เพื่อทราบว่าในปีนั้นเจ้าชะตาบุคคลนั้นอายุภูมิเสียหรือไม่และดาวอะไรเป็นกาลกิณีจร.

***คัดลอกมาจากหนังสือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโหราศาสตร์ไทย ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย อาจารย์วาสนา จันทภาษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

 

ป้ายกำกับ: , ,